Jan 23 2017

‘ออมมิ ณัฐนรี พิพิธสุขสันต์’ นักบัลเล่ต์สาวไทยในวงการบัลเล่ต์ระดับโลก

ballet-cover

ออมมิเริ่มเรียนบัลเลต์ตั้งแต่อนุบาล 3 ที่โรงเรียนมาแตร์เดอี พอเข้า ป.1 คุณแม่ก็อยากให้ทำกิจกรรมและประกอบกับตอนนั้นตัวเล็ก ตอนเด็กๆ เป็นคนไม่ค่อยกินข้าว คุณแม่กลัวก็เลยคิดว่าควรไปออกกำลังกายจะได้เหนื่อย แล้วกินข้าวจะได้ตัวสูงๆ ตอนป.1 ออมมิก็เลยได้ไปเรียนบัลเลต์กับเพื่อน 20 กว่าคน เริ่มเรียนที่โรงเรียนวราพร-กาญจนาบัลเลต์สกูล หรือคนไทยรู้จักกันว่าโรงเรียนบัลเลต์หลังสวน เริ่มตั้งแต่เลเวลแรก ซึ่งชื่อว่า Pre-Primary เวลาเราไปเรียนเหมือนได้วิ่งโบกผ้าแล้วจินตนาการว่าเป็นเจ้าหญิงบ้างอะไรบ้าง เหมือนไปวิ่งเล่นกับเพื่อน ออมมิก็รู้สึกตกหลุมรักทันทีเลยรู้สึกสนุกและมีความสุข

โบยบินสู่ต่างแดน

จุดหักเหจริงๆ คือตอนที่ออมมิสอบ RAD ระดับ Advance กับ Solo Seal ที่ผู้ทดสอบจากต่างประเทศบินมาสอบ แล้วเขาก็คุยกับคุณครูออมนิว่าเด็กคนนี้มีพรสวรรค์มาก เขาก็แนะนำให้ไปเรียนต่อที่ The Royal Ballet School ที่ลอนดอน ถือว่าตอนนั้นเป็นจุดหักเหที่เราจะเรียนเป็นมืออาชีพ ตอนนั้นอายุ 15 ก็เลยบินไปที่ประเทศอังกฤษอยู่ที่ลอนดอน

เข้าไปสักประมาณเดือนครึ่งก็มีการแข่งขัน Adeline Genee International Ballet Competition ซึ่งคนที่จะประกวดเข้ามาต้องมีอายุ 15-19 เท่านั้น ออมมิเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในการแข่งขัน คุณครูบอกว่าไหนๆ เราจะเข้าไปอังกฤษอยู่แล้วทำไมไม่ไปแข่งหาประสบการณ์ไปเลย  เราก็โอเคเข้าไปแข่งโดยไม่ได้คิดอะไรแต่ก็ได้ชนะเลิศเหรียญทองมา แล้วก็เป็นปีที่สร้างประวัติศาสตร์ตรงที่ว่าเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดของการแข่งขันนี้เลย ซึ่งปีนั้นครบรอบ 70 ปีของการแข่งขันด้วย และก็เป็นคนไทยคนแรกที่ได้เหรียญทอง

หัวใจสำคัญของนักบัลเล่ต์

การเต้นบัลเลต์ไม่ได้ขึ้นอยู่ว่าเตะขาได้สูงแค่ไหน เพราะเด็กสมัยนี้ก็ทำได้ แต่คนที่เป็นพริ้นซิเพิ้ลแดนเซอร์คืออาร์ทติสท์ที่จุดนี้มันอธิบายยากมาก สอนเทคนิคสอนได้หมด แต่จะสอนความเป็นศิลปิน ความมีออร่าเป็นนางเอกมันสอนกันไม่ได้ มันต้องมาจากข้างใน

Jan 06 2017

ที่มาที่ไป ”บัลเล่ต์” ในไทย (Ballet Dance)

%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b9%84%e0%b8%9b-%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%a5%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b9%88%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b9%83%e0%b8%99

ประวัติความเป็นมาของบัลเล่ต์นั้น ในประเทศไทยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ยุค  ตามวิวัฒนาการทางด้านการศึกษาและการแสดง

ยุคที่ 1 ยุคนี้เป็นยุคริเริ่ม (ตั้งแต่ พ.ศ. 2477 ถึง พ.ศ. 2494)   เริ่มมีการเรียนบัลเลต์ในโรงเรียนนาฏดุริยางคศาสตร์ใน พ.ศ. 2477 ตรงกับสมัยรัชการที่ 7 เป็นการสอนแบบอิสระโดยให้นักเรียนเต้นตาม การแสดงจะเป็นการเต้นประกอบเพลงในละครเพื่อคั่นสลับฉาก รูปแบบการนำเสนอของบัลเล่ต์เข้ามามีบทบาท กับการแสดงนาฏยศิลป์ไทยโดยเฉพาะในละครดึกดำบรรพ์

ยุคที่ 2 ยุคพัฒนาบัลเล่ต์ (ตั้งแต่ พ.ศ. 2494 ถึง พ.ศ. 2509)  บัลเล่ต์เริ่มมีการพัฒนามากขึ้น เนื่องจากมีครูบัลเล่ต์อาชีพจากต่างประเทศจำนวน 4 คนเปิดสอนบัลเล่ต์ในกรุงเทพฯ การสอนยังเป็นแบบอิสระและมักเป็นการซ้อมเพื่อแสดง มีคนไทยจำนวน 4 คนจบการศึกษาบัลเล่ต์ขั้นสูงจากประเทศอังกฤษ บัลเล่ต์เริ่มขยายไปสู่จังหวัดเชียงใหม่ การแสดงเป็นบัลเล่ต์คลาสสิกและการผสมระหว่างนาฏยศิลป์ไทยกับบัลเล่ต์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงประพันธ์บทเพลงเพื่อใช้ประกอบการแสดงบัลเล่ต์หลายชุด และทรงให้การสนับสนุนการแสดงบัลเล่ต์ จึงทำให้บัลเล่ต์เป็นที่รู้จักของคนไทยมากขึ้น

และในยุคที่ 3 ยุคมาตรฐานบัลเล่ต์คลาสสิก (ตั้งแต่ พ.ศ. 2509 ถึง พ.ศ. 2541) การเต้นบัลเล่ต์ได้พัฒนาจนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง ของหลักสูตรการศึกษาของไทยในระดับอนุบาลจนถึงระดับอุดมศึกษา และได้มีการแพร่ขยายไปในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ การสอนเปลี่ยนแปลงมาเป็นการใช้หลักสูตรสากลของประเทศอังกฤษ เป็นการวัดมาตรฐานบัลเล่ต์ของประเทศไทยให้ได้มาตรฐานสากล การแสดงเป็นบัลเล่ต์คลาสสิก โดยมี 2 ลักษณะ คือ การแสดงงานโรงเรียนและการแสดงในเชิงพาณิชย์ ในประเทศไทยยังไม่มีคณะบัลเล่ต์อาชีพ และผู้สนับสนุนบัลเล่ต์อย่างจริงจัง ทำให้การพัฒนาไม่ดีเท่าที่ควร อีกทั้งควรมีการแต่งตำราเกี่ยวกับบัลเล่ต์เป็นภาษาไทย เพื่อให้นักเต้นได้รู้และเข้าใจการเต้นบัลเล่ต์ดียิ่งขึ้น และงานวิจัยฉบับนี้ควรนำไปสู่การวิจัยเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนาบัลเล่ต์ในประเทศไทยต่อไป

Jan 04 2017

ประโยชน์ของการเรียนบัลเล่ต์ Ballet

การเรียนบัลเล่ต์ นอกจากจะช่วยพัฒนาบุคลิกของเด็กแล้ว   ยังสามารถช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของลักษณะการเดินให้มีท่าทีที่สง่างามได้อีกด้วย   เด็กที่ได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นประจำจะเป็นเด็กที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง   ร่าเริงแจ่มใส เป็นการเสริมสร้างความมั่นใจและความกล้าแสดงออกให้กับเด็ก  ตั้งแต่วัยเยาว์ อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังให้เด็กรักในเสียงดนตรีและการเคลื่อนไหวประกอบจังหวะ  ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่ดีในการพัฒนาไปสู่การเต้นในรูปแบบอื่นๆต่อไป

ทำให้ผู้เรียนมีพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

เพื่อพัฒนาสรีระให้เกิดความสมดุลของร่างกาย แก้ไขปัญหาในเรื่องบุคลิกภาพ การเคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น กล้ามเนื้อส่วนต่างๆของร่างกายแข็งแรง ปรับพฤติกรรมด้านอารมณ์ ผู้ที่เรียนจะมีอารมณ์ที่เย็นลง นุ่มนวล มีความอดทนมีสมาธิ คิดก่อนทำ ในการเต้นร่วมกับผู้อื่นทำให้เรามีความสามัคคี ความพร้อม ความจำที่ดี เสียงดนตรี ทำนองเพลงคลาสสิค ช่วยกล่อมเกลาให้เกิดความละเอียดอ่อนในตัว การแสดงออกอย่างถูกต้องต่อหน้าสาธารณชน  เป็นส่วนสำคัญของการประสบความสำเร็จในชีวิต บัลเล่ต์จึงเป็นกิจกรรมพิเศษของเด็กที่น่าสนใจที่สุดอย่างหนึ่งและเป็นพื้นฐานสำคัญของการเรียนการเต้นทางด้านอื่นๆได้อย่างดี

ทำให้ผู้เรียนมีสรีระและบุคลิกภาพที่ดี เช่น เวลายืน เพราะการยืนแบบบัลเล่ต์จะต้องยืนหลังตรงหน้าเชิดตลอด

ฝึกให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบและมีระเบียบวินัย เพราะมีการสอนเลื่อนระดับทุกปี

ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านดนตรี ช่วยให้ผู้เรียนได้รู้จักเพลงคลาสสิค

เป็นการปูพื้นฐานการเต้นทุกชนิดให้กับผู้เรียน หากเริ่มเรียนบัลเล่ต์ไปได้สักระยะหนึ่งแล้วผู้เรียนสามารถที่จะเรียนการเต้นรำชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นสเก็ตน้ำแข็ง การเต้นลีลาศ ยิมนาสติกลีลา ระบำใต้น้ำ แจ๊ส ระบำสเปน หรือแม้กระทั่งฮิบฮอป ได้ง่ายขึ้นมากกว่าคนที่ไม่มีพื้นฐานบัลเล่ต์มาก่อน

ปลูกฝังรสนิยมที่ดีให้กับเด็ก

Dec 09 2016

วิธีฝึกท่ายืดหยุ่นบัลเลต์ขั้นพื้นฐานด้วยตัวเอง

%e0%b8%89%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2

1. ท่าฉีกขา

– ฉีกขากับผนัง  ท่านี้จะนั่งหันหน้าเข้าหาผนัง พยายามแยกขาออกให้กว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ จำไว้ว่าพอรู้สึกตึงๆ ก็คือโอเคแล้ว อย่าฝืนแยกเยอะเกินเดี๋ยวเจ็บแล้วอาจจะอันตราย ค่อยๆ ทำไปบ่อยๆ เดี๋ยวก็แยกได้กว้างขึ้นเอง และอย่าลืมเก็บปลายเท้า

– ฉีกขาแล้วให้คนช่วยยัน  ท่านี้ต้องมีคนช่วยอีก 1 คน โดยนั่งแยกขา และเก็บปลายเท้าด้วย หันหน้าเข้าหาเพื่อน จับมือกันไว้ทั้ง 2 ข้าง จากนั้นให้เพื่อนช่วยใช้ขาทั้ง 2 ข้างของเพื่อนยันขาเราออกให้อ้าได้กว้างขึ้น

– ฉีกขาแล้วก้ม  ท่านี้นั่งแยกขาเก็บปลายเท้า แล้วก้มตัวให้หน้าผากแตะถึงขาแต่ละข้าง คล้ายๆ ท่าพาดบาร์แต่เพียงแค่ท่านี้ทำกับพื้น นอกจากก้มไปแตะขาสองข้างแล้วจะก้มมาข้างหน้าตรงๆ ให้หน้าผากแตะพื้นด้วยก็ได้ สำหรับก้มมาข้างหน้านี้ให้ใช้มือจับข้อเท้าไว้ด้วย ถ้าหน้าผากไม่ถึงพื้นไม่เป็นไร

 

%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c

 

2. ท่าพาดบาร์  อันดับแรกก็ต้องหาบาร์หรืออะไรซักอย่างที่สามารถยกขาไปพาดได้ซะก่อน แน่นอนว่าท่านี้ต้องทำทีละข้างนะ พอยกขาไปพาดบาร์ (ส่วนที่สัมผัสบาร์ก็คือเท้า) จากนั้นอย่าลืมเก็บปลายเท้าด้วยล่ะ เอามือจับข้อเท้าไว้แล้วก็ก้มลงไปให้หัวชิดขาเลย ค้างไว้ประมาณ 20 วินาทีเหมือนเดิม พอครบแล้วก็เปลี่ยนไปทำกับขาอีกข้าง

 

%e0%b8%9c%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad

3. ท่าผีเสื้อ ท่านี้หลายคนอาจจะรู้จักกันอยู่แล้ว ก็คือ นั่งเอาฝ่าเท้าชนกันแบบในรูป ใช้มือจับเท้าไว้ ดึงเท้าให้มาชิดๆ กับลำตัว พยายามกดขาลงไปติดพื้นให้ได้มากที่สุด แรกๆ อาจจะยังไม่ติดก็เอาแค่ให้รู้สึกตึงๆ ท่าผีเสื้อจะมี 2 แบบ คือ

– ขยับขาขึ้น – ลงไปมา

– ก้มลงไปให้หัวชิดเท้า

 

%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%9e%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b9%89%e0%b8%87

4. ท่าสะพานโค้ง ท่านี้คงรู้จักกันดี สะพานโค้งนี่มีสองแบบ คือ

– แบบธรรมดา นอนหงาย เอามือทั้งสองข้างยกมาวางไว้แถวๆ พื้นข้างหู แล้วดันตัวตัวเองขึ้น

– แบบแอดวานซ์ แบบนี้ไม่แนะนำเท่าไหร่ ดูอันตรายกว่าแบบแรก แต่ถ้าใครมีทักษะพอสมควรพร้อมทำท่าสะพานโค้งแบบนี้ คือ ยืนแล้วชูมือสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ แบมือ เหยียดแขนตรง จากนั้นเอนหลังลงไปแตะพื้นเลย พยายามมองหาพื้นให้ดีก่อนเอนตัวลงไปหมด

Sep 29 2016

ประโยชน์การเรียนบัลเลต์สำหรับเด็กทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจ

buenos-ninos-children-girl-performance-leotard-costume-dance-font-b-tulle-b-font-suspender-font-b

บัลเลต์เป็นศาสตร์ที่เก่าแก่ศาสตร์หนึ่งซึ่งถ่ายทอดกันมาหลายศตวรรษ บัลเลต์ทำให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆแข็งแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อส่วนกลางของลำตัวของกล้ามเนื้อขา ทำให้มีตัวตรง และทรงตัวได้ดี อวัยวะภายใน เช่น หัวใจ และปอด ได้ทำงานแบบเดียวกับการออกกำลังกายแบบแอโรบิค การเรียนบัลเลต์ทำให้ผู้เรียนมีการเคลื่อนไหวได้คล่องแคล่วงดงาม มีรูปร่าง และบุคคลิกภาพที่ดูเป็นสง่าอย่างธรรมชาติ บัลเลต์ยังเสริมสร้างความสุนทรีย์ทางอารมณ์ ทำให้เรียนรู้เกี่ยวกับรูปแบบการเคลื่อนไหวของร่างกายอย่างมีศิลปะ ได้สัมผัสกับดนตรีคลาสสิค ซึ่งในชีวิตปัจจุบันเด็กมักจะไม่มีโอกาสได้มีส่วนร่วมกับการฟัง หรือใช้ดนตรีคลาสสิค เด็กที่เรียนบัลเลต์จะรู้สึกผ่อนคลาย ฝึกฝนสมาธิ และมีความสุขเด็กที่ได้รับการฝึกสอนอย่างถูกต้อง นอกจากจะมีร่างกายที่มีทักษะที่ดีแล้ว ยังจะมีมารยาทงดงาม เนื่องด้วยในห้องบัลเลต์มีระเบียบแบบแผนในการเรียน ฝึกการรับฟังคำสั่ง และปฏิบัติอย่างว่องไว มีระเบียบในการแต่งกาย ฝึกการควบคุมสมาธิ และฝึกความอดทน บัลเลต์จึงเป็นกิจกรรมพิเศษของเด็กที่น่าสนใจมากที่สุดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้เพราะเป็นทั้งศิลปะ และกีฬา สำหรับเบื้องต้นนั้นใช้เวลาเรียนสัปดาห์ละ 2 ครั้ง แต่สำหรับนักเรียนที่มีความสนใจจริงจังในขั้นสูงอาจเรียนมากกว่านั้น

เลือกโรงเรียนอย่างไรดี

การเลือกโรงเรียนบัลเลต์ และคุณครูผู้สอนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของการเรียนบัลเลต์ ทั้งนี้เพราะการเรียนบัลเลต์เป็นการถ่ายทอดทักษะจากบุคคลสู่บุคคล คุณครูผู้จบการศึกษาทางด้านบัลเลต์ชั้นสูง มีบุคคลิกภาพที่ดี มีรสนิยม และการแต่งกายที่ดี มีการใช้ภาษาอย่างถูกต้อง และสุภาพ ย่อมสามารถถ่ายทอดวิชา รวมทั้งบุคคลิกที่ดีให้เด็กได้ดีกว่าก่อนที่จะเรียนบัลเลต์ ผู้ปกครองควรศึกษาเกี่ยวกับโรงเรียนต่างๆที่เปิดสอนว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร ผู้บริหารของโรงเรียนเป็นบุคคลที่เรียนบัลเลต์มาโดยตรง และมีความรู้จริง รวมทั้งมีทัศนคติถูกต้องต่อศิลปะการเต้นหรือไม่ ผลงานของโรงเรียนได้รับความยอมรับเพียงไรในวงการบัลเลต์ ทั้งในประเทศ และจากต่างประเทศ นักเรียนที่จบไปแล้วประสบความสำเร็จถึงระดับใด รวมทั้งนักเรียนปัจจุบันมีผลการเรียน การสอบ รวมทั้งบุคคลิกภาพอย่างไร การเลือกโรงเรียนที่ดีนั้น ย่อมคุ้มค่าสำหรับเวลาที่จะเสียไปในการเสริมสร้างบุคคลหนึ่งๆ ให้ก้าวไปในอนาคตอย่างมีคุณภาพที่สุด

คุณค่าที่ยังสืบเนื่องไปถึงอนาคต

นอกจากบัลเลต์จะมีคุณค่าในตัวของมันเองแล้ว ยังเป็นพื้นฐานของการเต้นในทุกรูปแบบ เช่น คอนเทมโพราลีดานซ์ ระบำแจ๊ส ลีลาศ ฯลฯ ทั้งนี้เพราะบัลเลต์สอนให้รู้ถึงความสมดุลย์ของการเคลื่อนไหว ทำให้ร่างกายตอบสนองต่อการสั่งการของสมองได้ว่องไว และยังเป็นพื้นฐานให้กับกีฬาหลายอย่าง เช่น ยิมนาสติค, สเก็ตน้ำแข็ง, และกีฬาอื่นๆอีกหลายประเภทเด็กที่มีพื้นฐานของบัลเลต์อยู่ในตัว แม้ว่าไม่ได้เป็นนักบัลเลต์อาชีพ ย่อมเติบโตขึ้นด้วยความมีทักษะของร่างกายที่พร้อมจะร่วมกิจกรรมทางสังคมต่างๆ ด้วยความมั่นใจในตนเอง และมักจะได้รับเลือกให้เป็นผู้แสดง และผู้แทนในกิจกรรมต่างๆของสถาบัน ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงวัยทำงาน เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสนใจทางศิลปะแขนงต่างๆ หลายด้าน มีความเข้าใจซาบซึ้งได้ถึงวัฒนธรรมทั้งของตอนเอง หรือชาติอื่น เด็กๆเหล่านี้ได้รับการปลูกฝังให้รักการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสำหรับบางคนอาจเป็นนิสัยที่ติดตัวไปจนตลอดชีวิต

WordPress Themes